ประวัติความเป็นมา : หน่วยศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ประวัติความเป็นมา : หน่วยศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจ

 

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

 

ผลงานนี้เราสร้างอย่างนักสู้              ถึงจะรู้ว่าศึกหนักก็หักหาญ

เราเป็นเพียงปุถุชนคนทำงาน                           มิใช่เทพผู้ผ่านสุราลัย

ขอต่อรองกับพญามัจจุราช                 ถืออำนาจความดีที่สดใส

ปณิธานอันฝังรากจากใจ :                                 "ให้เหล่าคนยากไร้ได้สบาย"

ศัสตราที่เราถือคือเกียรติศักดิ์                             พร้อมความรักที่มอบให้ไม่เหือดหาย

ด้วยกำลังแรงอุทิศจิตใจกาย                               ด้วยสุนัขน้อยที่ตายอุทิศตน

 

พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเจ้าฟ้ามหาจักรี

โปรดเกล้าฯพระราชทานให้หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก

 

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม 2522

 

หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ 10400

โทรศัพท์ 02-2011315, 2011325

โทรสาร 02-2011316

เลขานุการ ผกากรอง อินทโกศัย, ทัศวรรณ กลัดมี

 

หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2512 พร้อมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีโดยมีหัวหน้าหน่วยท่านแรก ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร ผู้เป็นพระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

มีหัวหน้าหน่วยสืบมาดังต่อไปนี้คือ:

1.ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร พ.ศ. 2512 - 2530

2.รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สมบูรณ์ บุญเกษม พ.ศ. 2530 - 2539

3.รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิเศษ สุพรรณชาติ พ.ศ. 2539 - 2548

4.รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุกษม อัตนวานิช พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน

 

                ถึงแม้ว่านโยบาย วิสัยทัศน์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล และคณะฯ จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา     แต่สิ่งที่ทางหน่วยฯ ยึดถือโดยสืบมาจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร คือ การทำงานเป็นทีม การดูแลคนไข้เป็นหลัก     โดยไม่คำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจ หรือ การเมืองของคนไข้ เป็นต้น     ดังที่ สมเด็จพระพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์พระราชทานไว้ข้างต้น

 

 

อาจารย์หม่อมกับศัลยศาสตร์ทรวงอกในประเทศไทย

 

            ในอดีตถือกันว่าหัวใจเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนที่สุดของร่างกาย      การรักษาเยียวยาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจด้วยวิธีการผ่าตัด ถือกันว่าเป็นเรื่องต้องห้าม       เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตอย่างแน่นอน       ปรมาจารย์ทางศัลยกรรมท่านหนึ่งถึงกับกล่าวไว้ว่า หมอผ่าตัดท่านใดที่ฝ่าฝืนหลักการนี้ (ซึ่งส่อเจตนาว่าพยายามจะแสวงหาชื่อเสียงโดยไม่คำนึงถึงชีวิตผู้ป่วย) สมควรจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกัน      ด้วยเหตุนี้ การรักษาโรคหัวใจในสมัยนั้นจึงเป็นการรักษาด้วยยาโดยตลอด         ซึ่งหากไม่ได้ผล ผู้ป่วยก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากนอนรอความตาย      ทั้งๆ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่า มีโรคหัวใจอยู่หลายชนิด       ซึ่งลักษณะของโรคนี้บ่งอย่างแน่นอนว่าต้องใช้การผ่าตัดแก้ไขเท่านั้นจึงจะรักษาโรคได้   เช่น  ในกรณีที่ลิ้นหัวใจตีบ เยื่อหุ้มหัวใจหนาและรัดหัวใจจนทำงานไม่สะดวก หรือ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิด เป็นต้น          จึงได้มีศัลยแพทย์ที่สามารถและเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้    พยายามค้นคว้าทดลองหาวิธีการผ่าตัดหัวใจที่ให้ความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยมากขึ้นมาโดยตลอด      ทั้งๆ ที่วงการแพทย์ในสมัยนั้นเห็นว่าเป็นเรื่องไม่น่าเป็นไปได้

 

                การเกิดสงครามโลกทั้งสองครั้ง เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการศึกษาค้นคว้าทางการแพทย์ในทุกๆ ด้าน     รวมทั้งในด้านการผ่าตัดทหารและพลเรือนที่บาดเจ็บในสงคราม    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง       ได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเกี่ยวกับเทคนิคการดมยาสลบ การให้เลือดกับผู้ป่วย  การให้ยาฆ่าเชื้อโรค        สิ่งเหล่านี้ทำให้สามารถทำการผ่าตัดเปิดช่องทรวงอกได้ด้วยความปลอดภัยยิ่งขึ้น          นอกจากนี้ ศัลยแพทย์ยังพบว่า เมื่อมีผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บของหัวใจ เช่น  ถูกกระสุนปืน ก็สามารถใช้วิธีการทางด้านศัลยกรรมทั่วๆ ไป ผ่าและเย็บผนังหัวใจและหลอดเลือดได้โดยปราศจากอันตราย

 

                ในขณะที่อาจารย์หม่อมเริ่มการศึกษาแพทย์ที่ประเทศอังกฤษ     จนกระทั่งจบเป็นแพทย์ฝึกหัดนั้น ศัลยศาสตร์หัวใจนับเป็นวิชาแขนงใหม่ที่เริ่มก้าวจากยุคบุกเบิกเข้าสู่ยุคที่มีการพัฒนาขยายตัวอย่างรวดเร็ว     เป็นแขนงวิชาที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น และเป็นการท้าทายความรู้ความสามารถของศัลยแพทย์เป็นอย่างยิ่ง     ผลของการรักษา บ่อยครั้งที่เป็นการช่วยชุบชีวิตผู้ป่วยซึ่งนอนรอความตายให้กลับฟื้นขึ้นมาได้อย่างไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน     ได้มีการค้นคว้าในด้านต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับการตรวจ การวินิจฉัยโรค การคิดค้นอุปกรณ์สำหรับการตรวจโรค และอุปกรณ์ที่ช่วยให้การผ่าตัดหัวใจ เป็นไปอย่างได้ผลดีและปลอดภัยมากขึ้น       มีการคิดค้น และรายงานเทคนิคในการผ่าตัดหัวใจใหม่ๆเพื่อใช้รักษาโรคหัวใจเกือบทุกชนิด  ที่แต่เดิมถือว่าไม่สามารถแก้ไขได้เกือบไม่เว้นแต่ละเดือน

 

โรงเรียนแพทย์ที่อาจารย์ศึกษาอยู่ คือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลกายส์ มหาวิทยาลัยลอนดอน   ก็เป็นแหล่งสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าในด้านศัลยกรรมแขนงนี้   

 

สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องจูงใจอย่างสำคัญยิ่งที่ทำให้อาจารย์เริ่มสนใจ และตัดสินใจที่จะเข้ารับการฝึกฝนเพื่อเป็นศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก      นอกจากนี้ เหตุผลที่สำคัญยิ่งขึ้นกว่านี้ก็คือ การที่อาจารย์ได้เป็นสานุศิษย์ และมีโอกาสฝึกหัดงานด้านศัลยกรรมหลังจากที่เรียนจบแล้วกับผู้ที่อาจารย์ถือว่าเป็นทั้งครูที่ประเสริฐและศัลยแพทย์ที่เก่ง มีเกียรติเป็นที่ยกย่องทั่วโลก  คือ Sir Russell C. Brock (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานยศเป็น Lord Brock)       ซึ่งเป็นศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกนักบุกเบิกผู้หนึ่ง และเป็นหัวหน้าหน่วยศัลยกรรมทรวงอกของโรงพยาบาลแห่งนี้        ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างท่านผู้นี้กับอาจารย์หม่อมเป็นอย่างไรนั้น อาจารย์ได้บันทึกไว้ในคำนำและบทนำของตำราศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก      ซึ่งอาจารย์และคณะได้แต่งไว้เป็นตำราสำหรับสอนนักศึกษาแพทย์

 

                การที่ได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่ในวงการที่มีบทบาทในการบุกเบิกวิชานี้มาตั้งแต่ต้น ทำให้อาจารย์มีความผูกพันกับวิชานี้เป็นชีวิติจิตใจ ถือว่าเป็นงานที่ปรารถนาที่สุดในชีวิต      และตั้งใจแน่วแน่ที่จะเป็นศัลยแพทย์หัวใจที่สามารถและรอบรู้ เมื่อกลับมาปฏิบัติงานนี้ในประเทศไทย จะได้มีโอกาสช่วยปรับปรุงมาตรฐานของวิชานี้ในประเทศไทยให้เจริญทัดเทียมไม่แพ้ประเทศอื่นๆ   นอกจากนี้ยังทำให้อาจารย์ซาบซึ้งในความสามารถและการเสียสละของบุรพาจารย์ทั้งหลาย ที่มีส่วนในการก่อตั้งวิชานี้มาเป็นอย่างสูง โดยถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นวีรบุรุษที่แท้จริงกลุ่มหนึ่งสำหรับอาจารย์

 

                เมื่อเริ่มกลับมาปฏิบัติงานในประเทศไทย      โดยประจำอยู่ที่หน่วยศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อาจารย์ก็เริ่มมองเห็นปัญหาของการปฏิบัติงานด้านนี้ในประเทศไทย      ซึ่งมีอยู่หลายประการ เช่น ปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือและอุปกรณ์  ปัญหาในด้านประเภทของโรคหัวใจต่างๆ ซึ่งผิดกับที่พบอยู่ในยุโรป หรือ อเมริกา       และปัญหาที่อาจารย์ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากก็คือ   เรื่องความยากจนและการขาดความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และสุขภาพอนามัยของผู้ป่วย       เมื่อมีโอกาสมารับการตรวจรักษาจากแพทย์ ก็เป็นระยะที่โรคได้ลุกลามไปมากแล้ว   เป็นเหตุให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

 

                ในช่วงระยะนี้   อาจารย์ได้เริ่มการค้นคว้าทดลองเพื่อหาวิธีการผ่าตัดแก้ไขโรคลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว ที่ได้ผลดีที่สุด       โดยทดลองกับสัตว์ คือ สุนัขและสุกรเป็นจำนวนมาก (อาจารย์ถือว่าสัตว์ทดลองเหล่านี้เป็นครูของอาจารย์ด้วย)         เพื่อจะได้นำผลของการทดลองไปใช้กับผู้ป่วย      ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการผ่าตัดที่ใช้กันอยู่นั้น มีค่าใช้จ่ายสูงและมีปัญหาในด้านอื่นๆ อยู่มากพอสมควร

 

                เมื่อมีการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี    อาจารย์ได้รับเชิญให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก  มีภาระหน้าที่ในการก่อตั้งหน่วยตั้งแต่เริ่มต้น     อาจารย์ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง      ได้ทุ่มกำลังกาย กำลังปัญญาอย่างสุดตัวในการก่อตั้งหน่วยนี้        ทั้งในด้านการแสวงหาผู้ร่วมงาน  การจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ  การวางแผน การเรียนการสอน       จนในปัจจุบันนับเป็นหน่วยศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกระดับแนวหน้า ที่มีผลงานเป็นที่ปรากฏทั้งในประเทศและต่างประเทศแห่งหนึ่ง       เป็นความสำเร็จที่อาจารย์ภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง (Ramathibodi is the smallest of all the big hospitals in Bangkok to have a Cardiac Surgical Center of its own.)

 

                ผลงานในด้านการผ่าตัดหัวใจของอาจารย์ในระยะ ๑๘ ปีที่อาจารย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอกของโรงพยาบาลรามาธิบดีมีอยู่มากมาย     แต่ผลงานที่นับว่าสำคัญและทำให้อาจารย์มีความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ   ได้แก่    การใช้วิธีการรักษาลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว  โดยใช้วิธีการผ่าตัดซ่อมที่อาจารย์ได้คิดดัดแปลงขึ้นเอง       โดยอาศัยผลของการวิจัยกับสัตว์ทดลองดังได้กล่าวมาแล้ว แทนการใช้ลิ้นหัวใจเทียมใส่ให้ผู้ป่วย        โรคลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วนี้ เป็นโรคที่พบได้ชุกชุมในประเทศไทย เกิดได้จากสาเหตุหลายประการด้วยกัน       และเนื่องจากลิ้นนี้เป็นลิ้นที่สำคัญลิ้นหนึ่งในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย       เมื่อมีการรั่วเกิดขึ้น ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น และถ้าหากการรั่วอยู่ในขั้นรุนแรงและเรื้อรัง ก็จะทำให้ผู้ป่วยทุพพลภาพและเสียชีวิตได้        วิธีการผ่าตัดรักษาที่ใช้กันอยู่โดยทั่วๆ ไปนั้น คือ การตัดเอาลิ้นธรรมชาติออกแล้วใช้ลิ้นเทียมใส่แทนให้       ปัญหาของการใช้วิธีการนี้ที่สำคัญ คือ มีราคาสูงมากเกินที่ผู้ป่วยฐานะยากจนจะซื้อมาเองได้       และงบประมาณของโรงพยาบาลที่จะนำมาใช้ซื้อลิ้นหัวใจเทียมก็มีจำกัด      นอกจากนั้น ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับการใช้ลิ้นหัวใจเทียมอยู่มากพอสมควร      การใช้วิธีซ่อมแซมแก้ไขการรั่วโดยให้ลิ้นหัวใจของผู้ป่วยเองทำหน้าที่ต่อไป จึงเป็นการแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้ทุกรายก็ตาม

 

                ในการประชุมระหว่างชาติของสมาคมศัลยศาสตร์ทรวงอกแห่งเอเชีย ครั้งที่ ๗ ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.. ๒๕๒๘ อาจารย์และคณะผู้ร่วมงาน ได้รวบรวมผลของการทำผ่าตัดชนิดนี้ ในช่วงเวลา ๑๖ ปี  เสนอต่อที่ประชุม       โดยได้ทำการผ่าตัดผู้ป่วยไปทั้งสิ้น ๑๓๙ ราย   ซึ่งนับว่าเป็นการรวบรวมประสบการณ์จากจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดที่ได้รับการผ่าตัดชนิดนี้ในประเทศไทย      อาจารย์ได้เสนอรายงานอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ได้ชี้แจงข้อดี ข้อเสีย และปัญหาต่างๆในการผ่าตัดชนิดนี้โดยสมบูรณ์      และได้สรุปผลว่าการผ่าตัดตามวิธีของอาจารย์นี้จะได้ผลดีมาก ถ้าหากนำมาใช้กับผู้ป่วยที่เหมาะสม     ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญก็คือ ผู้ป่วยมารับการรักษาช้าเกินไป  ทำให้ลิ้นหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพไปมากเกินกว่าที่จะทำการซ่อมแซมให้ได้      การบรรยายครั้งนี้นับว่าเป็นที่ประทับใจของผู้ฟังที่มาจากประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกเป็นอย่างมาก

 

                ผลงานที่นับว่าเด่นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งอาจารย์และคณะได้นำเสนอในที่ประชุมครั้งนี้ด้วยก็คือ การรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเกิดจากการที่มีเนื้อเยื่อปิดกั้นทางเข้าของเลือดดำใหญ่จากท้องสู่หัวใจ (Membranous Obstruction of the Inferior Vena Cava) ทำให้เลือดดำคั่งอยู่ในตับ ช่องท้องและขา ซึ่งถึงแม้จะเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก แต่ก็ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยเป็นอันมาก หน่วยศัลยกรรมของอาจารย์มีประสบการณ์ในการรักษาโรคนี้มากกว่าที่อื่นใด และอาจารย์ได้คิดวิธีทำการผ่าตัดแก้ไขโรคนี้เป็นผลสำเร็จ โดยใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมเข้าช่วย   ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่ไม่เคยมีใครนำมาใช้ก่อน

 

                ปัญหาเกี่ยวกับการที่มีผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนไม่น้อยมาพบแพทย์เมื่อโรคได้ลุกลามไปไกลมากแล้ว       ถึงแม้ผู้ป่วยเหล่านี้จะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดก็ไม่สามารถยับยั้งการลุกลามต่อไปของโรค  หรือฟื้นสมรรถภาพของหัวใจที่สูญเสียไปแล้วได้        เป็นเรื่องที่อาจารย์สนใจและพยายามหาทางแก้ไขมาโดยตลอด       เพราะผู้ป่วยเหล่านี้จำนวนไม่น้อยที่มีอายุอยู่ในวัยหนุ่ม-สาว หรือ ในวัยที่ยังต้องทำมาหาเลี้ยงครอบครัว     วิธีการรักษาที่เหมาะสมและจำเป็นของผู้ป่วยเหล่านี้ก็คือ การทำผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ หรือ ทั้งปอดและหัวใจ       ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่เจริญรุดหน้าไปมากในต่างประเทศในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา       แต่เป็นการผ่าตัดที่ทำได้ในศูนย์หัวใจใหญ่ๆ เท่านั้น        ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงได้เริ่มการศึกษาในเรื่องนี้  รวมทั้งการติดต่อโดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ในต่างประเทศ และการเตรียมการอื่นๆ ที่จำเป็นมาโดยตลอด       โดยคาดการณ์ไว้ว่าในอนาคต เมื่อสถานการณ์ทุกๆ ด้านเอื้ออำนวย และเหมาะสมพอที่จะนำการผ่าตัดชนิดนี้เข้ามาใช้ในประเทศไทยได้แล้ว  หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอกของโรงพยาบาลรามาธิบดีก็จะอยู่ในฐานะที่พร้อมจะดำเนินการได้ทันที

 

                นอกจากจะได้รับเกียรติให้เป็น Fellow กิตติมศักดิ์ของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศอังกฤษ (F.R.C.S.)      อันเป็นการยกย่องผลงานของอาจารย์ที่ได้ทำมาตลอดชีวิตของการเป็นแพทย์แล้ว     อาจารย์ยังมีความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้เป็นสมาชิกของชมรมสัตวแพทย์แห่งประเทศไทยด้วย ซึ่งเป็นการรับรองผลงานและความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยกับสัตว์ทดลองของอาจารย์ด้วย

 

                ผลงานสุดท้ายที่อาจารย์ภาคภูมิใจมากที่สุด แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมหัวใจโดยตรง คือ การที่ได้มีบทบาทร่วมกับประธานและคณะกรรมการของสมาคมศัลยแพทย์แห่งประเทศอังกฤษ ในการทูลเกล้าถวาย Honorary Fellowship of The Royal College of Surgeons of England (F.R.C.S.) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.. ๒๕๒๖

 



 
© Copy Right 2005 The Society of Thoracic Surgeons of Thailand